น้ำ รพีภัทร เปิดใจ ชีวิตบ้านนา ที่มีความสุข

น้ำ รพีภัทร แชร์ความสุขที่ได้รับจากการใช้ชีวิตติด ที่บ้านนา ชวนให้รู้สึกอิจฉา ชี้ในวัย 30 กว่าๆ สามารถกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดได้ อย่างมั่นคง ถือว่ากำไรล้วนๆ

น้ำ-รพีภัทร เอกพันธ์กุล ดารานักแสดงหนุ่มในสังกัด ช่อง 7 HD เปิด “รพีภัทรฟาร์ม” ฟาร์มเลี้ยงไก่ชน ที่ ต.บ้านพริก อ.บ้านนา จ.นครนายก ให้สัมภาษณ์เอ็กซ์คูลซีฟ แชร์ความสุขที่ได้รับจากชีวิตติดดินชิลๆ ชวนให้อิจฉา

ดารานักแสดงหนุ่มวัย 36 ปี เล่าว่า เขาเป็นคนจังหวัดนครนายกโดยกำเนิด แม้เข้าไปโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง ใช้ชีวิตในเมืองหลวงหลายฤดู แต่ก็ไม่เคยสลัดความคิดนี้ออกจากหัวใจไปได้

“สักวันผมจะกลับมาอยู่ที่บ้าน จ.นครนายก”

ดารานักแสดงชื่อดัง เล่าต่อว่า เขาชอบเลี้ยงไก่ชนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็เว้นวรรคไปช่วงหนึ่ง กระทั่งเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน กลับมาเลี้ยงอีกครั้ง

จากความต้องการทำเป็นฟาร์มจริงจังนี่เอง มีส่วนสำคัญทำให้เขาตัดสินใจ พา มินตรา-ชนิศา เหลี่ยวไชยพันธุ์ ภรรยา และลูกๆ มาลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว และ สร้างรพีภัทรฟาร์ม จนเป็นรูปร่างอย่างที่ตั้งใจ

“เมื่อก่อนผมเป็นคน ค่อนข้างจะเป็นสุขนิยม ก็เต็มที่ ทำงานเต็มที่สนุกเต็มที่ ก็ถือว่าใช้ได้เหมือนกันน่ะ ก็ถือว่าใช้ชีวิตคุ้มในช่วงวัยรุ่นน่ะนะครับ มันส์สุดโต่งเหมือนกัน”

“แต่ว่ามีความคิดอย่างหนึ่ง คือวันนึงอยากจะกลับมาอยู่ที่บ้านที่นครนายก เวลาถ่ายละครตามโลเกชั่นต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะไปตามท้องทุ่ง มันยิ่งทำให้เรานึกถึงบ้านเราตลอด”

“ผมกลับมาเลี้ยงไก่ชนอีกครั้ง เมื่อประมาณเกือบ 10 ปี แล้วนะครับ พื้นที่ในกรุงเทพฯ เนี่ย เราค่อนข้างจะมีน้อย มันก็มีทั้งบ้าน และก็มีที่อยู่หน่อยก็เลี้ยงไก่ มันก็แออัดละ และเราก็เริ่มจะจริงจังกับมัน จะเริ่มเป็นฟาร์มล แต่ด้วยความจำกัดของพื้นที่ ทั้งเสียงทั้งอะไร มันก็ไปรบกวน สร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้าน”

“ก็คุยกับยายกับแม่ แม่ก็บอกว่ามาทำตรงนี้สิ ยายก็บอกว่ามาทำตรงนี้ ที่เราเอง เราไม่ต้องไปซื้อที่ใหม่ เราก็แค่มาลงทุนเรื่องสิ่งปลูกสร้าง เรื่องโรงเรือนอะไรของเรา จะได้เซฟงบไปในตัวด้วย ก็เลยตัดสินใจมาอยู่ตรงนี้ครับ พื้นที่ทั้งหมด 8 ไร่ ครับ”

ดารานักแสดงหนุ่มที่กำลังถ่ายละครเรื่อง “หุบพญาเสือ” เล่าต่อว่า ก่อนกลับคืนสู่บ้านเกิด เขาใช้เวลาปรึกษาหารือกับภรรยาที่มีดีกรีเป็นนางสาวเชียงใหม่ และเคยผ่านเวทีประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ไม่นาน

“เขาบอกว่า พี่น้ำอยู่ไหนหนูก็อยู่ได้อยู่แล้ว”

เมื่อภรรยาเห็นดีเห็นงามด้วย จึงเดินเครื่องทำในสิ่งที่รักเต็มกำลัง ควบคู่กับการทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวอย่างมีแบบแผน

น้ำ บอกว่า ทุกวันนี้เขามีรายได้รายวัน จากการขายไก่ชน รายเดือนจากงานละคร รายปีมาจากควายที่แบ่งสายพันธุ์ออกไป

“ในช่วงก่อนที่เราจะย้ายกลับมาแบบเต็มตัวเนี่ย ช่วงวันศุกร์รับลูกตอนเย็น ก็ศุกร์เสาร์อาทิตย์เราก็มาอยู่ที่นี่อยู่แล้ว ได้มีช่วงจังหวะได้ปรับตัว กับการใช้ชีวิตที่นี่อยู่แล้ว ชอบแบบไหนก็ลุยแบบนั้น ผมเชื่อว่าจะสามารถอยู่กับมันได้นาน”

“ผมเองก็รักชอบไก่ชน ก็เลยทำให้มันเกิดเป็นรูปร่างจนวันนึงมันก็เนี่ยครับ เป็นฟาร์มอย่างที่เห็น ทุกอย่างใช้หัวใจอย่างเดียวเลย สโลแกนของที่รพีภัทรฟาร์ม ก็อย่างนี้เหมือนกัน ทำด้วยใจให้ของดีรพีภัทรฟาร์ม”

“ผมเปิดเป็นระบบลูกฟาร์มครับ เราส่งพ่อแม่พันธุ์ไปให้เขาเพาะ และหลังจากนั้นพอเวลาลูกๆ เขาโต พอเป็นไก่หนุ่มไก่สาวเราก็รับซื้อกลับคืนมา แต่ว่าพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ออกไปจากเรา”

“ผมวางเอาไว้ก็คือว่าไก่ชนมันขายได้ทุกวัน มันก็จะมีรถรับส่งเขามารับที่ฟาร์ม เพื่อไปในกรุงเทพฯ แล้วก็กระจายออกไปตามจังหวัดต่างๆ”

ส่วนการเลี้ยงควายงาม น้ำ บอกว่า เริ่มต้นจากไปเห็นควายที่บ้าน “พี่เบิร์ด ส.มีสุวรรณ” รุ่นพี่ที่รักและเคารพกัน และได้ไปผูกเปลนอนในคอกควาย สัมผัสถึงความรู้สึกผ่อนคลาย จึงขอรุ่นพี่มาเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลินในตอนแรก ก่อนพัฒนามาสร้างรายได้ในเวลาต่อมา

“ควายเนี่ยมันคือเขาเป็นสัตว์ใหญ่ ทำอะไรก็จะเนิบๆ ไม่โลดโผนอะไร รู้สึกว่าเฮ้ยชีวิตเรามันเดินช้าลง มันได้อยู่กับตัวเอง ได้ตกผลึกในความคิดอะไรหลายๆ อย่าง แล้วเขาก็ชวนไปเดินไปเที่ยวสนามประกวดควาย ไปดูควายสวยๆ ตัวใหญ่ๆ หมดเลยนะ เออมันสะใจดีเหมือนกัน เลี้ยงควายน่ะนะ มันเป็นรากเหง้าเราดี”

“เลี้ยงไวเพลินๆ นอนอยู่ในคอก ดูพัฒนาการเขา ดูเขาย้ายเอื้องกินฟาง สมองเราก็ได้พักไปในตัว เพราะว่าเราทำงาน บางทีมันต้องแข่งกับเรื่องทั้งเวลา เครียดกับสถานการณ์งาน แต่พอเราเข้าคอกควายเนี่ยทุกอย่างมันจะหายไปหมดเลย สโลโมชั่น เป็นการสโลไลฟ์กับชีวิต ตรงนี้เป็นสถานที่หย่อนสมองผม”

น้ำ เล่าต่อว่า ชีวิตติดดินของเขา เริ่มต้นทุกวันที่การตื่นนอนมาเตรียมข้าวปลาอาหารให้กับลูกๆ เรียบร้อยแล้วก็ลงมาเดินดูความเรียบร้อยในฟาร์ม ต่อด้วยโพสต์ขายไก่

จากนั้นก็นั่งตอบลูกค้าสั่งไก่ในศาลาริมสระน้ำที่อุดมไปด้วยปลา มีทั้งปลาดุก ปลาสวาย ปลาคราฟ เป็นต้น ที่เขานำมาปล่อยไว้ หรือ ไม่ก็อาจจะผูกเปลอยู่ที่คอกควาย แดดร่มลมเย็นบางวัน อาจมีสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่โตมาด้วยกันบ้าง เพื่อรีแลกซ์ตนเองจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

ส่วนที่มีคลิปวิดีโอโชว์สเต็ปแดนซ์สุดเหวี่ยงเผยแพร่ออกมานั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากช่องทางโซเชียลส่วนตัว แต่มาจากเพื่อนๆ ที่เห็นแล้วสนุกสนาน อยากถ่ายเก็บเอาไว้อำเล่นเป็นส่วนใหญ่

“ผมเองเวลาผมจะสนุกของผมเนี่ย ผมแทบจะไม่ดูโทรศัพท์ ไม่เล่นอะไรเลย สมาธิอยู่กับวง แต่เพื่อนๆ เขาเห็นแล้วสนุก เขามันส์ เขาก็อยากบางทีจะถ่ายเก็บไว้เล่นไว้อำกันในกลุ่มบ้าง แต่บางทีก็ลงหน่อย แต่มันคือตัวตนเรา เราก็ไม่ต้องไปกลัวว่ามันจะเป็นยังไง ในเมื่อมันเป็นเรา”

น้ำ บอกต่อว่า ในวัย 36 ปี ได้กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ส่วนตัวคิดว่าได้กำไรล้วนๆ ไม่มีขาดทุน

“ผมก็กำไรเยอะนะในชีวิตเนี่ย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผมก็สามารถทำให้มันเกิดกำไรให้กับชีวิตได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หรืออยู่ที่นี่นะฮะ แต่สำหรับผมมันได้อย่างหนึ่ง คือสิ่งที่เราตั้งใจไว้แต่แรก”

“จากที่กะว่ามันจะต้องเกิดขึ้นตอนผมวัย 45 ปี หรือ 50 ปี ผมอาจจะกลับมา แต่นี่คือกำไรคือมันร่นระยะเวลาในการที่ผมได้กลับมาบ้านเนี่ย เร็วขึ้นกว่าเดิม คือ ได้ 30 กว่าๆ ผมได้กลับมาละ ก็ถือว่าผมกำไรละ ผมไม่ต้องไปรอให้ผม อายุ 40 ปี 45 ปี 50 ปี งอมแล้ว”

“เราก็ใช้ทุกวันให้มันมีความสุข นั่นก็คือกำไรของเราแล้ว ลูกเองก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีของเขาด้วย เขาได้อยู่แบบ โตในแบบที่เราเคยโตมา ก็คือธรรมชาติ นั่นก็เป็นกำไรกับลูกด้วยกับเมียด้วย”

“คนอื่นเขาหาเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ต้องหยุดงาน วันหยุดยาว หรือลางาน ของผมไม่ต้อง ผมตื่นขึ้นมาผมได้เที่ยวต่างหวัดแล้ว ผมก็ถือว่ากำไรแล้ว”

ปัจจุบัน น้ำ และมินตรา มีทายาทด้วยกัน 3 คน ประกอบด้วย น้องโอเชี่ยน ลูกชายคนโต น้องมารีน ลูกสาวคนกลาง และน้องอาโป ลูกสาวคนเล็ก โดยชื่อของลูกๆ ทุกคน มีความหมายเดียวกัน คือ หมายถึง น้ำ

“ถ้าเห็นลูกผม 3 คน ก็จะมีส่วนที่ละม้ายคล้ายคลึงผม ซึ่งผมได้ใส่ไปในตัวเขา โอเชี่ยนเป็นเด็กที่กล้าจนบางทีเรากลัวใจเขา ผมก็เป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวอะไรเหมือนกัน แต่เขากล้าจนแบบบางทีเราต้องกลัว เป็นด้านสุดของผมมากอ่ะ คือ สุขนิยมแบบสุดๆ เล่นอะไรมันต้องให้สุด ให้สุุดโต่ง ไม่เจ็บตัวไม่เลิก”

“มารีนก็จะเป็น เลี้ยงยังไงมันก็จะออกมาคล้ายๆ ผู้ชายอยู่เหมือนกันน่ะ แต่ก็ยังคงมีมุมหวานนะ น่ารักบ้าง มุมอ้อน สไตล์ผู้หญิงแต่ว่าเป็นผู้หญิงแบบหวานๆ แบบหวานๆ อมเปรี้ยวนะ ส่วนอาโปก็ยังเด็กเดี๋ยวต้องรอดู ยังไม่ชัดหรอกครับ เพราะเพิ่งได้แค่ 8-9 เดือน”

ส่วนวิธีการเลี้ยงลูก น้ำ บอกว่า ไม่ได้ไปการกำหนดกฏเกณฑ์อะไรมากนักอยากให้ลูกโตมาสมวัย ในวัยที่จะต้องได้เรียนรู้ได้ศึกษา ก็ควรจะต้องเป็นไปตามวัย คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็มีหน้าที่ส่งเสียตามกำลัง

“สิ่งสำคัญที่สุดต้องให้ทัดเทียมกันทั้ง 3 คน”

“เดี๋ยวให้เขาหาตัวเองเขาเจอเมื่อไหร่ แล้วเดี๋ยวก็ให้เขาเลือกของเขาไปเอง”

น้ำ บอกทิ้งท้ายว่า สิ่งหนึ่งที่เขาอยากเสริมให้กับลูกๆ คือ เสริมทักษะเรื่องกีฬา เพราะเชื่อว่า “กีฬาจะสอนให้เด็กเป็นคนแบบเต็มคน” สอนให้รู้กฏกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคม

“คือบางครั้งเราไม่ต้องเป็นผู้ชนะตลอดเวลา อาจจะมีแพ้บ้าง เราก็ต้องจัดแจงอารมณ์ตัวเองให้เป็น ไม่ใช่จะเอาแต่ชนะอย่างเดียว จะต้องเป็นที่ 1 จะต้องเป็นที่ 1 ตลอด”

“การแพ้มันก็ดีนะ มันจะได้ทำให้เราเนี่ยกลับมาดูตัวเอง แล้วก็อีกอย่างนึง การที่จะเป็นผู้ชนะ เราจะดูแลอารมณ์ความรู้สึกของผู้แพ้ยังไง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

“รู้จักการจะเป็นผู้ชนะที่ดี กับการเป็นผู้แพ้ที่ดีเนี่ย ต้องฝึกๆ ให้เป็น”

 

Back to top button